ภาษิต สำนวนไทย 4 ภาค (ภาคกลาง)

วันที่โพสต์

หมวดหมู่

(ฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

สำนวน

          สำนวน มีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึงถ้อยคำที่มีความหมายไม่ตรงตัว ต้องตีความจึงจะเข้าใจได้ สำนวนครอบคลุมทั้งคำพังเพย และสุภาษิต หรือภาษิต รวมทั้งคำเปรียบเทียบต่าง ๆ ด้วย เช่น ขี่ช้างจับตั๊กแตน หมายความว่า ลงทุนมากแต่ผลที่ได้นั้นมีเพียงเล็กน้อย, ฆ่าควายเสียดายพริก หมายความว่า ทำงานใหญ่โตแต่กลัวหมดเปลือง ไม่ยอมใช้จ่ายมาก จึงทำให้งานเสีย

          สำนวนอาจเป็นคำเดี่ยว ๆ ก็ได้ เช่นคำว่า เสือ เมื่อใช้เป็นสำนวนจะมีความหมายว่าโจรหรือคนดุร้าย สำนวนอาจมีลักษณะเป็นลักษณะเป็นคำหลายคำประสมกัน เช่น คอสูง หมายความว่า ชอบเหล้ารสดี ๆ หรือชอบอาหารมีราคา, ผิดฝาผิดตัว หมายความว่า ไม่เข้าชุดกัน, ไม่เข้าคู่กัน

          สำนวนยังหมายถึง ถ้อยคำที่แสดงออกมาเป็นข้อความพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่ง เช่น สำนวนบาลี, สำนวนฝรั่ง และหมายถึงชั้นเชิงหรือท่วงทำนองในการแต่งหนังสือหรือพูด เช่น สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน), สำนวนยาขอบ, สำนวนไม้ เมืองเดิม

1. กลัวจนขี้ขึ้นสมอง

          กลัวจนขี้ขึ้นสมอง เป็นสำนวนหมายถึง ตกใจกลัวอย่างสุดขีด สัตว์ที่มีขี้อยู่บนหัวสมอง คือ กุ้ง สาเหตุที่กุ้งมีขี้อยู่บนหัวสมอง มีนิทานปรัมปราว่า แต่เริ่มแรกมานั้นกุ้งมีแต่ก้าม และเปลือกบาง จึงถูกสัตว์อื่นจับกินจนจำนวนกุ้งร่อยหรอ กุ้งจึงไปขอพรจากพระอุมาขอให้มีอาวุธป้องกันตัว พระอุมาจึงให้กุ้งมีเลื่อยสองคมที่หัว และมีดาบแข็งที่หาง เมื่อถูกสัตว์อื่นจับกินจะได้แทงทะลุท้องสัตว์ที่กินหนีออกมา แต่กุ้งต้องให้คำสัตย์ว่าจะกินแต่ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยเป็นอาหาร เมื่อกุ้งมีอาวุธ จำนวนกุ้งเพิ่มมากขึ้น ทำให้อาหารไม่พอ กั้งจึงมาชวนให้กุ้งใช้อาวุธเจาะท้องเรือสำเภาให้จมเพื่อให้ลูกเรือจมน้ำตาย พวกเรือสำเภาถูกกุ้งทำให้เรือล่าอยู่บ่อย ๆ จึงไปฟ้องพระอุมา พระอุมาให้พญาอนันตนาคราชลงไปปราบกุ้ง กุ้งกลัวจนกระเพาะ และของที่กินเข้าไปขึ้นอยู่ที่สมอง

                              (นางสุจิตรา กลิ่นเกษร)

2. กินเศษกินเลย

          กินเศษกินเลย ประกอบด้วยคำว่า กิน เศษ และ เลย

          คำว่า กิน ในสำนวนนี้หมายถึง ยักยอกเอาสิ่งของหรือผลประโยชน์ไปเป็นของตน เช่น เจ้าหน้าที่จัดซื้อคนนี้กินของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอิฐ หิน ดิน ทราย, แม่ครัวคนนี้กินค่ากับข้าวเป็นประจำ ส่วนคำว่า เศษ และคำว่า เลย มีความหมายเหมือนกันคือ ส่วนที่เกินออกไป ส่วนที่มากกว่าจำนวนที่กำหนด ส่วนที่เหลือจากส่วนใหญ่ เมื่อรวมเป็น กินเศษกินเลย มีความหมายว่า ยักยอกส่วนที่เกินกำหนด หรือส่วนที่ดูเหมือนจะเหลืออยู่เป็นของตนโดยมิชอบ เช่น บริษัทนี้กิจการดูท่าจะดีแต่ไม่ค่อยมีกำไร เพราะพนักงานแต่ละคนกินเศษกินเลยกันทุกเรื่อง,เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินชอบกินเศษกินเลยจึงถูกตั้งกรรมการสอบสวน, ลูกจ้างคนนี้ทำงานก็ดีอยู่หรอก แต่ชอบกินเศษกินเลย เจ้านายทนไม่ไหวเลยไล่ออกไปแล้ว กินเศษกินเลยถือเป็นการคอร์รัปชันอย่างหนึ่ง

                    (ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล)

3. ไก่ได้พลอย

          ไก่ได้พลอย เป็นสำนวน หมายถึง ได้สิ่งที่มีค่าแต่ไม่รู้คุณค่า จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ตามธรรมชาติของไก่มักหาอาหารกินโดยใช้ตีนคุ้ยเขี่ยไปบนพื้นดิน ชอบกินเมล็ดพืช เช่น ข้าวเปลือก หรือกินแมลงตัวเล็ก ๆ เช่น ข้าวเปลือก หรือกินแมลงตัวเล็ก ๆ เช่น ปลวก มด หรือหนอนบางชนิด ดังนั้นถ้าไก่คุ้ยเขี่ยดืนไปพบพลอย หรือมีใครหยิบยื่นพลอยที่เป็นอัญมณีที่สวยงามให้ ไก่ก็จะไม่สนใจ เพราะไม่ใช่อาหาร กินไม่ได้ แต่ถ้าเอาข้าวเปลือกแม้เพียงเมล็ดเดียวมาแลกกับพลอย ไก่ต้องเลือกข้าวเปลือกอย่างแน่นอน

          สำนวนนี้มักเปรียบกับคนที่ไม่รู้ค่าของสิ่งของที่มีอยู่หรือได้มา สำนวนที่มีความหมายใกล้เคียงกับสำนวน ไก่ได้พลอย มีหลายสำนวน เช่น วานรได้แก้ว หรือ ลิงได้แก้ว หากลิงได้กล้วยมาแม้เพียงผลเดียวย่อมมีประโยชน์กว่าแก้ว, หัวล้านได้หวี หรือตาบอดได้แว่น คนหัวล้านไม่มีผมได้หวีไปก็เปล่าประโยชน์ เช่นเดียวกับคนตาบอดได้แว่นสายตาไปสวมก็ไม่สามารถมองเห็นได้

(นางอัญชลี โพธิ์กิ่ง)

4. ไก่รองบ่อน

          ไก่รองบ่อน เป็นสำนวนหมายถึง ตัวสำรอง หรือผู้ที่อยู่ในฐานะตัวสำรองจะเรียกมาใช้เมื่อไรก็ได้ เช่น ฉันไม่ใช่ไก่รองบ่อนที่จะเรียกใช้ได้ตลอดเวลา สำนวน ไก่รองบ่อน มีที่มาจากไก่ที่อยู่ในบ่อนพนันไก่ คือไก่ชนที่ทางบ่อนจัดหาไว้เป็นตัวสำรองเผื่อจำเป็นต้องนำมาชน แต่บางครั้งไก่ที่เป็นตัวสำรอง หรือที่เรียกว่าไก่รองบ่อน ก็อาจพลิกความคาดหมายสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ เนื่องจากเป็นไก่ที่ซุ่มซ้อมมาเป็นอย่างดีเหมือนกัน และคอยจังหวะหาคู่ชนที่ประมาท หากชนะเจ้าของไก่ก็จะได้เงินพนันมากเป็นพิเศษ

          ไก่รองบ่อน มีสำนวนที่คล้ายกัน คือ มวยแทน หมายถึง นักมวยที่คู่ชกตัวจริงไม่สามารถมาชกได้ ก็จัดให้นักมวยอีกคนหนึ่งไปชกแทน แต่ส่วนมากมวยแทนจะอยู่ในฐานะที่เป็นรองไม่สามารถเอาชนะคู่ชกได้ง่ายนัก เพราะฉะนั้นบุคคลที่เปรียบเหมือนตัวสำรอง หรือเป็นตัวแทน จึงไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร เช่น เมื่อเช้านี้ผู้จัดการบริษัทไม่อยู่ รองผู้จัดการตึงต้องไปเป็น มวยแทน ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่มารอยู่

(นางอัญชลี  โพธิ์กิ่ง)

5. ข้าวเหลือเกลืออิ่ม

          ข้าวเหลือเกลืออิ่ม เป็นสำนวนหมายถึงภาวะที่บ้านเมืองบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร คนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก คนไทยส่วนใหญ่จึงมีอาชีพทำนา บางพื้นที่ของประเทศไทยมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มาก สามารถทำนาได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง ทำให้มีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ เมื่อข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ มีจำนวนมากเหลือกินเหลือใช้ จึงพูดว่า ข้าวเหลือ ส่วนเกลือนั้น เป็นเครื่องปรุงรสอาหารที่สำคัญ เมื่อพูดว่า ข้าวเหลือ จึงต่อด้วย เกลืออิ่ม เป็นสำนวนว่า ข้าวเหลือเกลืออิ่ม หมายถึงอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เช่น เมืองไทยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ข้าวเหลือเกลืออิ่มไม่มีใครอดตาย

(นางอัญชลี  โพธิ์กิ่ง)

6. ขี่ช้างวางขอ

          ขี่ช้างวางขอ เป็นสำนวนเปรียบเทียบ หมายถึง ประมาท, วางใจ มีที่มาจากการฝึกช้าง ขี่ช้าง

          ขอ ในสำนวนนี้หมายถึง ขอช้าง เป็นขอเหล็กมีด้าม มักใช้สับบริเวณตะพอง คือส่วนนูนเป็นปุ่ม 2 ข้างของหัวช้าง เพื่อยังคับให้ช้างทำตามคำสั่งของควาญ ควาญต้องถือขอคอยบังคับช้างอยู่ตลอดเวลา ถ้าควาญวางขอไม่บังคับช้าง ช้างอาจดื้อไม่ยอมทำตามคำสั่งได้ สำนวน ขี่ช้างวางขอ นำมาใช้กับการควบคุมดูแลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือเด็กนักเรียนเป็นต้น ถ้าปล่อยปละละเลยก็จะเหมือนควาญที่ขี่ช้างแล้วไม่ใช้ขอบังคับ ทั้งผู้ใต้บังคับบัญชา หรือนักเรียนก็อาจจะเหลิง ออกนอกลู่นอกทางได้

          เมื่อใช้ขอบังคับแล้วยังบังคับไม่อยู่ ก็กล่าวเป็นสำนวนว่า เหลือขอ หมายถึง ดื้อมาก, เอาไว้ไม่อยู่ เช่น ช้างเหลือขอ เด็กเหลือขอ

          ในหนังสือโคลงสุภาษิตประจำภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมีว่า

                              “ทาสภริยาทั่วทั้ง          หญิงชาย

                    บ่หมั่นว่ากล่าวกลาย                 กลับดื้อ

                    เช่นขี่คชพังพลาย                    บ่จับ ขอนา

                    อาละวาดหนักแรงเรื้อ               ฤทธิ์ร้ายเหลือขอ

(นางสาวนิภาพรรณ ธาราสันติสุข)

7. ควันหลง

          ควันหลง เป็นสำนวนใช้กล่าวถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และผ่านไปแล้ว แต่ยังมีผลที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งนั้นหลงเหลืออยู่ เช่น หลังเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านไป 2 เดือน บางที่ก็ยังมีควันหลง ข้าวสารอาหารแห้งและน้ำดื่มขาดตลาดอยู่ ควันหลงจากงานขึ้นปีใหม่ พวกเราเลยต้องกินเค้กกันอยู่หลายอาทิตย์

          สำนวน ควันหลง มีที่มาจากพวกนักเลงสูบฝิ่นสูบกัญชาเรียกควันที่หลงเหลืออยู่ในกล้องสูบฝิ่นหรือบ้องกัญชา คนที่ไม่เคยสูบเมื่อเห็นก็อยากทดลองสูบหรือลองดูดเล่นเพราะเห็นเป็นกล้องเปล่า ๆ แต่กลายเป็นดูเอาควันหลงของฝิ่น หรือกัญชาเข้าไปเต็มปอด ทำให้สำลักและมึนเมาทันที หรือมาจากคนที่ไม่มีเงินสูบฝิ่น มาอาศัยสูบควันที่ยังหลงเหลืออยู่ในย้องหรือในกล้องของผู้ที่สูบไปแล้ว

(นางสาวนิภาพรรณ  ธาราสันติสุข)

8. โค้งสุดท้าย

          โค้งสุดท้าย เป็นสำนวนหมายถึง ใกล้จะถึงกำหนดเวลาสิ้นสุดของการกระทำหรือการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนการอย่างเต็มที่หรือเร่งทำให้ดีที่สุด เช่น ขณะนี้มาถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้งตั้งต้องเร่งทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด

          สำนวน โค้งสุดท้าย นี้ มาจากการแข่งขันกีฬาแข่งม้า ซึ่งมีสนามแข่งเป็นลู่มีทางโค้ง ผู้ขี่ม้าจะต้องพยายามบังคับม้า ให้วิ่งเร็วที่สุดไปรอบสนามแข่งเพื่อให้ถึงเส้นชัยก่อนผู้อื่น และในโค้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าทางตรงสู่เส้นชัยผู้ขี่ม้าจะบังคับม้าของตนอย่างสุดกำลังความสามารถให้วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อให้ถึงเส้นชัยก่อนผู้อื่น สำนวน โค้งสุดท้าย ใช้กับการแข่งขันกีฬาความเร็วสูงสุด เพื่อให้ถึงเส้นชัยก่อนผู้อื่น สำนวน โค้งสุดท้าย ใช้กับการแข่งขันกีฬาความเร็วประเภทอื่นด้วย เช่น วิ่งแข่ง แข่งรถ แข่งจักรยาน เมื่อนำมาใช้เป็นสำนวนทั่วไป โค้งสุดท้าย หมายถึง เร่งมือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดสุดความสามารถก่อนที่จะถึงเวลาที่กำหนด (นางสาวพัชรี ลินิฐฎา)